เพิ่งบังเอิญหลงทางไปเจอเพลงนี้เข้า Zoom ของ Fat Larry’s Band ครับ สุดยอดมาก ทำไมมันเพราะได้ขนาดนั้นหนอ
ไม่ค่อยเกี่ยวหรอก แต่พอฟังแล้วมันเป็นเพลงที่ทำให้อยากหัดขับรถยังไงไม่รู้ คงจะได้ถ้าได้ฟังเพลงนี้ตอนเช้าเวลาไปทำงาน
เพิ่งบังเอิญหลงทางไปเจอเพลงนี้เข้า Zoom ของ Fat Larry’s Band ครับ สุดยอดมาก ทำไมมันเพราะได้ขนาดนั้นหนอ
ไม่ค่อยเกี่ยวหรอก แต่พอฟังแล้วมันเป็นเพลงที่ทำให้อยากหัดขับรถยังไงไม่รู้ คงจะได้ถ้าได้ฟังเพลงนี้ตอนเช้าเวลาไปทำงาน

วันก่อนเพิ่งมีโอกาสได้ดู Michael Clayton จาก DVD พอดูไปพักนึงก็รู้สึกมีอะไรบางอย่างสะท้อนใจผมยังไงไม่รู้ พอดูจนจบ (แน่นอนว่าชอบมาก) เหมือนว่าถ้าเปลี่ยนตัวแปรบางอย่างในเรื่องแต่ใช้สมการเดิม ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินในเส้นทางไปสู่ชีวิตแบบคุณ Michael Clayton ในเรื่องยังไงบอกไม่ถูก
มันน่ากลัวมากที่พอถึงจุดหนึ่งของชีวิตการทำงาน เรากลายเป็นคนที่กำลังทำสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ แต่ดันมีคนบอกว่าเราทำมันได้ดีและมันก็ทำให้เราสามารถเลี้ยงชีพได้ จะหาเปลี่ยนเส้นทางอาชีพก็สายไปแล้ว เลยต้องหันไปเสี่ยงโชค หรือเอาเงินเก็บไปลงทุนทำธุรกิจอย่างอื่น เพื่อปูทางเอาไว้ให้ตัวเองหลังจากเลิกทำงานประจำที่ตัวเองไม่ได้ชอบเลย แล้วถ้าธุรกิจที่ลงทุนมันล้มอีก แถมโชคก็ไม่ดีพอที่จะเสี่ยงอีก ก็ต้องหันกลับมาทำงานที่ตัวเองไม่ได้ชอบต่อไป
เฮ่ย นี่มันน่ากลัวมากน่ะเนี่ย
(คือเนื้อเรื่องหลักของหนัง ผมก็ชอบน่ะ แต่เนื้อเรื่องคู่ขนานของหนังในส่วนที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของตัวละครอย่าง Michael Clayton มันทำให้ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ มันแทงใจดำมากมาก มันจะจริงไปถึงไหนหนอ)
ตอนที่ Michael Clayton หันมาบอกลูกเขาว่า โตขึ้นลูกเขาจะต้องได้ดี และไม่ล้มเหลวเหมือนน้าเขา สีหน้าของเขามันสุดๆจริงๆ ผมรู้สึกว่าเขากำลังพูดถึงตัวเองด้วย ว่าเขาก็ไม่อยากให้ลูกเป็นอย่างเขาเหมือนกัน
ผู้กำกับเรื่องนี้ กำกับได้เก่งมากมาก นักแสดงทุกคนแสดงดีหมดเลย
หวังว่าแก่ขึ้นไปผมจะไม่เป็นคนแบบที่ผมกลัวน่ะ เฮ้อ
ผมเกิดวัน/เดือน/ปีเดียวกันกับนักฟุตบอลคนหนึ่งที่ชื่อ เดวิด เบคแฮม ครับ
แน่นอน โดยรวมแล้วดวงชะตาเราสองคนไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ซึ่งมันทำให้ผมมั่นใจขึ้นมากว่า ถ้าหมอดูท่านไหนดูดวงจากแค่วันเดือนปีเกิด อย่าหวังว่าจะได้ยินการทำนายทายทักอะไรที่มันแม่นยำนักเลย (ไม่อย่างงั้นผมดูเบคแฮมแทนพยากรณ์อากาศเอาก็ได้)
แต่ถ้าสมมุติว่าผมจะลองพยายามใช้ความมีเหตุผลบนความไร้เหตุผลดู ผมรู้สึกว่ามันมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมกับคุณเบคแฮมใกล้เคียงกัน นั่นคือเรื่องช่วงเวลาของการย้ายสถาบันและหลักแหล่ง คือผมเข้าเรียนที่ลาดกระบัง ตอนที่เบคแฮมย้ายเข้า Manchester United ต่อมาผมย้ายมานิวยอร์ค พร้อมๆกับตอนที่เบคแฮมย้ายไป Real Madrid และต่อมาผมย้ายมาทำงานในที่ปัจจุบันในฤดูกาลเดียวกับที่คุณเบคแฮมย้ายมา LA Galaxy
ด้วยตรรกะแบบไร้ตรรกะนี้ ผมเริ่มสังหรณ์ใจว่า ถ้าเบคแฮมย้ายไป Milan ปีหน้า ผมอาจจะได้มีเหตุได้ย้ายไปทำงานในสถานที่ใหม่เหมือนเขาไหมหนอ
ถ้าคราวนี้ผมได้ย้ายไปทำงานที่ยุโรป กับเขาด้วยจริงก็คงฮาดี ผมจะหันไปเริ่มศึกษาตรรกะในกรอบของไสยาศาสตร์เป็นเรื่องเป็นราวกับเสียที
(เนื่องจากผมไม่ได้คิดจะสมัครงานใหม่ที่ไหนเลย ดังนั้นถ้าได้ย้ายไป Milan นี่ถือว่า ไสยศาสตร์น่าจะมีจริง)
แต่ถ้าเอาแบบเป็นเรื่องเป็นราวคือผมอยากมีความเป็นมืออาชีพเหมือนคุณเบคแฮมเขามากครับ ผมชอบเดวิด เบคแฮมมากในเรื่องวินัยและความเป็นมืออาชีพของเขานี่แหล่ะ
ว่าแล้วก็อดทนและขยันพัฒนาตัวเองต่อไปดีกว่า
เป็นแสดงประกอบเวทีที่สุดยอดมาก ง่าย แต่ เจ๋งสุดๆ(ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าไม่ไช่ The Killers ภาพรวมมันจะเจ๋งแบบนี้หรือเปล่า)
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผมเริ่มพยายามศึกษาเรื่ององค์ประกอบทางความงามต่างๆอย่างจริงจังมากขึ้น หลังจากที่รู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมาตอนเด็กๆมันไม่ค่อยเข้าหัวเท่าไหร่นัก ตอนแรกก็เริ่มๆพยายามดูงานของคนที่เราชอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานในยุค Mid-Century modern ทั้งนั้นเลย แต่พอลองค้นๆดู ลุงๆป้าๆเหล่านั้นแกมีรากมาจากคลาสสิคเกือบทั้งนั้น จนไปไปมามาเลยค้นย้อนกลับไปที่งานคลาสสิคดู ก็ได้ไปเจอThe Four Books on Architectureที่เขาว่ากันว่าเป็นป๋าของแบบเรียนคลาสสิคทั้งมวล คุณ Andrea Palladio เรียบเรียงเอาไว้และพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1570 ที่เมือง Venice โน้น
ซื้อมาดองเอาไว้หลายเดือนแล้ว กว่าจะได้มามีเวลาอ่านจริงๆก็เมื่อเร็วๆนี้เอง เจ๋งดีครับ เหมือนเป็นตำราสุดยอดพลังฝีมือเล่มหนึ่งที่คิดแล้วเสียดายที่ตอนเด็กๆไม่เคยได้รู้จักเล่มนี้มาก่อน

ตั้งค่าภาษาไทยให้มันไม่มั่ว ทำอย่างไร ตอนนี้มันพิมพ์ได้ก็จริง แต่ในDashboard มันเป็นภาษาต่างดาว
การมีกล้อง ช่วยให้เราอยากออกจากบ้านมากขึ้น




หลังจากตอนแรกจะซื้อกล้องที่โอเคสักตัวมานานแล้ว เพราะอยู่ที่นี่มานาน ยังไม่มีโอกาสถ่ายรูปเป็นเรื่องเป็นราวกับเขาเลย แต่ก็ไม่อยากเสียเงินซื้อ DSLR เพราะมันอัพเดทกันด้วยความเร่งแปลกๆ ในราคาที่สูงเกินกว่าชาวบ้านอย่างผมจะซื้อมาถ่ายรูปหมาแถวบ้านเล่นๆได้
พอถามเพื่อน ตอนแรกหลายคนบอกว่า G9 ก็น่าจะโอเคแล้ว กว่าจะเก็บเงินได้ Canonก็ประกาศว่าG10จะออกพอดี ก็เลยรอมาอีกเรื่อยๆจนถึงอาทิตย์ก่อนผมเลยได้ทุบกระปุกไปซื้อกล้องกับเขาเสียที
พอมาลองใช้ดูก็ไม่ได้ดีมากไปกว่าที่คิดไว้ มันก็คือกล้องดิจิตอลที่ปรับอะไรต่อมิอะไรได้ดั่งใจดี ทำให้ได้ความรู้สึกสมัยใช้กล้อง manual กลับมาอีกครั้งด้วยขนาดพกพา ในราคาที่ไม่ทำร้ายจิตใจมาก ผมชอบหน้าตามันพอสมควร ซื่อๆดี
มีกล้องถ่ายรูปเป็นเรื่องเป็นราวกับเขาสักทีครับ




เดินออกไปถ่ายแถวบ้านตอนเย็นๆ แสงไม่ค่อยมีเท่าไหร่ครับ พรุ่งนี้กะว่าจะลองออกไปถ่ายเล่นดูอีกที